การกลับมาอีกครั้งของ Neon Genesis Evangelion หลังจากเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมากว่า 12 ปีเต็มแล้ว ในรูปแบบที่ได้รับการสร้างและตีความเนื้อหาใหม่หมดในชื่อใหม่หมดและได้ออกฉายที่ประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา ล่าสุดก็ถูกนำมาบรรจุลงดีวีดีออกจำหน่ายในชื่อใหม่ว่า Evangelion - 1.01 You are (not) alone (ฉบับที่ภายในโรงภาพยนตร์จะใช้ชื่อว่า Evangelion 1.0) มาให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ชมกันซักที ซึ่งสำหรับชาวไทยแล้วก็คงมีคำถามขึ้นมาในใจว่า "แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ดูกันบ้างละ ?" วันนี้ผมมีคำตอบมานำเสนอแก่เพื่อนๆ แล้วครับเพราะล่าสุดผมได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วว่าทาง TIGA หรือค่ายไทก้าผู้ซึ่งเป็นผู้เปิดตลาดอนิเมลิขสิทธิ์อย่างจริงจังเป็นรายแรกๆ และเป็นผู้เปิดตลาดให้ Evangelion เป็นกลายเป็นที่รู้จักจนมาถึงปัจจุบันนี้ ล่าสุดพวกเขาได้ยืนยันแล้วทางบริษัทได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ Evangelion ฉบับมูฟวี่สร้างใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสำหรับ “Evangelion - 1.01 You are (not) alone” ซึ่งเป็นภาคเปิดตัวอันแรกนั้นคาดว่ามีกำหนดจะวางจำหน่ายในรูปแบบดีวีดีไว้ช่วงเดือนสิงหาคม 2008 นี้ (แสดงว่าอาจเลื่อน) แต่สำหรับใครที่สงสัยว่าจะมีการเปิดฉายตามโรงภาพยนตร์นั้นเอาไว้จะไปหาคำตอบมาให้ในโอกาศต่อไปครับ

 

 

ปลายเดือนก่อนผมต้องนั่งทำงานหามรุ่งหามค่ำมากว่า 2 สัปดาห์เต็ม ซึ่งในที่สุดก็จบลงอย่างสวยงาม (หรือเปล่า?) ซักที!! ยอมรับว่างานใหม่ที่รับมาทำนั้นเหนื่อยมากๆ โดยเฉพาะวันที่งานที่นั่งพิมพ์นั่งค้นคว้ามากว่า 4 วันดันโดนลบด้วยความบ๊องตื้นของตัวเองนั้นทำเอากลายเป็นผีดิบไปครึ่งวันเลย ตอนนั้นถ้าปั่นจักรยานกลับเชียงใหม่ได้ก็คงทำไปแล้วละ แต่สุดท้ายก็ต้องลืมทุกอย่างแล้วมาเริ่มต้นทำกันใหม่จนทุกอย่างลุล่วงไปได้...

เหมือนฟ้ามีตาจะให้รางวัลกับเราหรือไงไม่ทราบ อยู่ก็มีโทรศัพย์จากพี่ที่รู้จักกันมานานชวนไปร่วม "Test Screening" ภาพยนตร์เรื่องตำนานสไปเดอร์วิกซึ่งต้องถือว่าเป็นการฉายครั้งแรกในประเทศไทยก่อนฉายจริงเกือบ 1 เดือนและยังฉายก่อนอเมริกาถึง 5 วัน ส่วนใครที่ไม่ทราบว่า Test Screening คืออะไร จริงๆ แล้วมันก็คือการทดลองฉายเพื่อดูผลการตอบรับจากผู้ชมจริงๆ นั้นเอง เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต่อไปนั้นเอง ซึ่งปกติจะมีคนที่ได้รับโอกาศนี้ราวๆ 100 กว่าคนเท่านั้นเพราะเป็นการฉายที่ค่อนข้างปิดข่าวยิ่งกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แบบนี้ด้วยละก็จึงถือว่าเป็นโอกาศดีมากๆ เลยละครับ

 



The Spiderwick Chronicles (ตำนานสไปเดอร์วิก)

ตำนานสไปเดอร์วิกนั้นสร้างมาจากหนังสือนิยายแนวแฟนตาซีผจญภัยสำหรับเยาวชนขายดีทั่วโลก เรื่องราวเล่าถึงครอบครัวเกรซที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านซึ่งสืบทอดมาจากทวดของครอบครัว "อาร์เธอร์ สไปเดอร์วิก" จาเร็ดเด็กหนุ่มที่พยามต่อต้านการย้ายมาอยู่ที่นี้ตามการตัดสินใจมารดาของเขา ด้วยความบังเอิญจาเร็ดได้พบกับทางลับในตัวบ้านจนสามารถขึ้นไปถึงห้องสมุดเก่าซึ่งอยู่มาตั่งแต่สมัยของทอดของจาเร็ด ที่นั้นเขาได้พบกับหนังสือซึ่งรวบรวมเรื่องราวของเหล่าภูติจากอีกมิติที่ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่จริงบนโลกใบนี้ จาเร็ดจึงตัดสินใจเปิดอ่านโดยไม่รู้เลยว่าเนื้อหาในหนังสือนั้นคือความลับที่อาจทำลายทุกชีวิตในโลกใบนี้ได้หมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เหล่าภูติ ปีศาจ หรือนางฟ้าที่อาศัยอย่างซ้อนเร้นในในโลกใบนี้เช่นกัน....

 

 


^จาเร็ดกำลังอ่านหนังสือของอาร์เธอร์สไปเดอร์วิกซึ่งเขียนข้อมูลความลับของภูติทุกชนิดบนโลกไว้จนกลายเป็นหนังสืออันตรายหากอยู่ในมือภูติผู้ชั่วร้าย


^ สามพี่น้องครอบครัวเกรซที่คุณจะต้องรักพวกเขา


^ ฉากภูติแห่งดอกไม้ที่ออกแบบมาได้ทั้งสวยงามและแปลกตา ฉากนี้ประทับใจผมมากๆ


^ หนึ่งในสองคนนี้จะมีหนึ่งคนที่เป็นผู้กอบกู้โลก ทายซิครับว่าใคร ?

ต้องบอกก่อนเลยว่าก่อนดูเรื่องนี้ผมคิดไว้ยังไงก็คงไม่แตกต่างจากภาพยนตร์แฟนตาซี่เรื่องอื่นที่อาศัยกระแสของ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ หรือ แฮรี่ พ็อตเตอร์ มาเป็นจุดขายซึ่งในที่สุดก็ต้องล้มไปอย่างไม่เป็นท่าเหมื่อนอย่าหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะ์กับอีรากอนที่ทำเอาผมหลับคาโรงหนังมาแล้ว แต่ผิดคลาดตำนานสไปเดอร์วิกนั้นดำเนินเนื้อเรื่องได้น่าสนใจ ตั้งประเดนของตัวละครที่มีการปูที่ไปที่มาเป็นอย่างดี เหล่าตัวเอกที่ดูไม่สมบูรณ์แบบ (30 นาทีแรกใครไม่เกลียดตัวเอกมากระทืบผมได้เลย) แต่ก็จุดพลิกให้เขาสามารถนำจุดด้อยเปลี่ยนมาเป็นจุดเด่นพลิกสถานะการณ์ได้อย่างน่าตบมือให้อย่างแรง ส่วนใครที่สงสัยว่าฉากแฟนตาซี่อย่างเหล่าภูติในเรื่องเป็นอย่างไงบ้าง ก็ต้องยอมรับว่าทีมสร้างนั้นทำออกมาดีมากๆ การออกแบบตัวภูติที่ดูน่าสนใจชวนให้ค้นหาไปจนถึงโลกภูติที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ จะมีน่าเสียดายไปบ้างก็ตรงที่มีตัวละครเหล่าภูติที่ค่อนข้างน้อยไปหน่อย แต่อย่างว่าละน้อยแต่คุณภาพสูงนี้นะ สรุปแล้วต้องขอบอกว่าถ้าคุณเป็นคอนิยายแนวแฟนตาซี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรือกำลังหาภาพยนตร์ดีๆ เนื้อหาชวนติดตามไม่เบาจนไร้สาระ แต่ไม่หนักจนปวดหัว มีฉากสวยให้คุณต้องตะลึงได้ตลอดเวลาต้องตำนานสไปเดอร์วิก

สุดท้ายเพื่อนๆ ท่านใดที่สนตำนานสไปเดอร์วิก บ้านเรามีกำหนดลงโรง 6 มีนาคม 2551 นี้ครับ

 

ตลาดคลองสวน (ตลาด 100 ปี) แห่งเมืองฉะเชิงเทรา

เดินทางจากเชียงใหม่สู่เมืองกรุงอย่าง กทม ได้ไม่กี่ชั่วโมงก็คว้าเป้คและจักรยานคู่ใจปั่นจากที่พักแถวเมือทองธานีไปยังจุดนัดพบของกลุ่ม 99 City Bike ที่ปั้ม Esso กิโล 7 เขตรามอินทราเพื่อเดินทางไปหาของกินรับปีใหม่กันที่ตลาดเก่าคลองสวนแห่งเมืองฉะเชิงเทราที่มีอายุกว่า 100 ปีแล้วยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตลาดเอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมระยะทางไปกลับที่คำนวนไว้คือ 91.5 กิโล แต่เอาเข้าจริงกับบวกไปกว่า 10 กิโลแถมรวมระยะทางไปกลับบ้านเข้าไปด้วยแล้ววันนั้นผมปั่นไปร่วม 140 กิโลเลยละ ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เพราะนอกจากได้ทดลองเส้นทางใหม่ๆ แล้วยังได้พบปะกับกลุ่มนักปั่นใจดีกันมากมาย โดยเฉพาะกับกลุ่ม 99 City Bike นั้นต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่คุยสนุกมากๆ แถมยังมีเสือแรงดีประสบการณ์สูงอยู่ในกลุ่มมากมายที่พร้อมจะแรกเปลี่ยนความเห็นและให้ข้อคิด จึงเชื่อแน่ๆ ว่าเร็ววันนี้คงได้ร่วมทริปกับกลุ่มนี้อีกแน่ๆ

สรุปร่วมทริป (หมายเลข๑) กับกลุ่ม 99 City Bike กับเส้นทาง กทม-ตลาดคลองสวน 100 ปี
"ดูสรุปทริปได้ที่นี่ THAIMTB"

==================================================
ควันหลังทริปตลาดคลองสวน 100 ปี==================================================

หลังจากปั่นกลับมา กทม. ทางกลุ่ม 99 City Bike ก็ชวนไปร้านทองกันเนื่องจากปีใหม่แล้วเงินมันเหลือใช้กัน จะเก็บไว้ก็กลัวจะเน่าจะเสียหรือกลายเป็นอาหารแมงสาปไป ผมเห็นว่าเงินในกระเป๋ามันหนักเหลือเกินเอาๆ ไปเปลี่ยนเป็นทองซะบ้างก้ดีจึงขอร่วมขบวนตามพี่ๆ ในกลุ่มมาด้วย

บรรยากาศร้านทองย่านรามอินทราซึ่งจะเปิดเฉพาะช่วงเย็นๆ ผิดกับห้างทองเจ้าอื่นๆ สอบถามเจ้าของร้านทราบว่าเพราะเน้นลูกค้าที่นักท่องเทียวยามค่ำคืนซะมากกว่า เห็นเด็กร้านกำลังจัดตู้ทองแล้วหิว เอ้ย!! อยากซื้อทองเร็วๆ ในใจจะขาด

สมาชิกกลุ่มที่มาร่วมซื้อทองกันในวันนี้ แต่ละคนนี้ก็เรียกเสือซ้อนเล็บกันทุกคน ปั่นกันกระจุยกระจาย

ราคาทองวันนี้ ...... แหมถูกดีจัง อิ่มด้วย ส่วนเมนูแนะนำคือผักผงกระหรี่ราดเส้นหมี่ ชามเดียวเป็นอิ่มจนปั่นกลับบ้านไม่ได้